คลื่น

     ชีวิตคนเราเหมือนลอยอยู่ในทะเล บ้างบางคนมีจุดมุ่งหมายจะไป บ้างบางคนไม่รู้จะไปหนใด ปล่อยไปตามยถากรรม หากชีวิตเราลอยอยู่ในทะเลนั่นหมายความว่า เราทุกคนจะต้องเจอคลื่น บ้างบางคนเจอคลื่นลูกใหญ่ บ้างบางคนเจอคลื่นลูกเล็ก ชีวิตที่อยู่ในทะเลเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เจอะเจอกับคลื่นนั่นหมายความว่า ไม่มีชีวิตใครที่ราบเรียบตลอดไป แต่คนเราส่วนมากกลับคิดว่ามีแต่เราที่เจอะเจอคลื่นใหญ่ ช่างไม่ยุติธรรมเลย หารู้ไม่ว่ามีคนที่เจอคลื่นลูกใหญ่กว่าเราก็มีอีกเยอะ เพราะเราต่างอยู่ในทะเลเดียวกัน ก็ต้องเจอคลื่นเหมือนๆกัน แต่ก็มีบางคนหรืออาจหลายคนสนุกกับการได้โต้คลื่น คนที่มองมุมบวกกับคลื่นชีวิตก็จะสนุกกับมัน นั่นอาจหมายความว่า คนที่สนุกกับมันมีโอกาสถึงเป้าหมายก่อนทั้งถึงเป้าหมายก่อนระหว่างทางก็ได้สนุกกับคลื่น 
     อย่าไปกลัวคลื่น คลื่นความคิดของเราสร้างขึ้นมาให้เกินจริงเสมอ ความจริงไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าความคิด ความคิดของเรานี่แหละน่ากลัวที่สุด บ่อยครั้งมันทำร้ายเราบ่อยกว่าคนที่เรารักเสียอีก ถ้าเราเอาชนะความคิดในแง่ร้ายของเราได้ เราก็จะกลายเป็นนักโต้คลื่นชีวิตได้ ผมเชื่ออย่างนั้น อย่าโทษโชคชะตา อย่าพึ่งโชคชะตา อย่ารอคอยโชคชะตา อย่าปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เราบังคับเรือลำน้อยของเราเองได้ มันไม่จมหลอก มันจะจมก็ต่อเมื่อเรายอมแพ้ ลองออกไปเล่นโต้คลื่นให้สนุกก่อนคิดยอมแพ้ดีกว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อยอมแพ้ หากแต่เราเกิดมาเพื่อโต้คลื่นต่างหาก ออกไปโต้คลื่นให้สนุกกันดีกว่า...

เพื่อน คือ กำแพง

          มีใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า "เพื่อน คือ คนแรกที่ทำให้เรารู้จักกับความรัก นอกจากคนในครอบครัว" อยากรู้จริงๆว่าในโลกนี้มีใครสักกี่คนที่ไม่เคย "แอบรักเพื่อน" อยากรู้จริงๆว่าทำไมการรักเพื่อนถึงทำให้เรารู้สึกผิด เพราะอะไรกันแน่ หลายคนผ่านมาปีแล้วปีเล่ายังคงรักเพื่อนคนเดิมอยู่แม้ว่าเขาจะมีใครบางคนแล้ว หรือแม้ว่าเขาจะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว อาจเป็นเพราะเราเข้ากันได้ดี พูดภาษาเดียวกัน คุยกันได้ทุกเรื่อง ผูกพันสนิทแนบแน่น แบ่งสุข ปรับทุกข์ บางคนยอมเสียคนที่ใช่ไป เพื่อเก็บคำว่าเพื่อนไว้ตลอดไป อาจคือการเสียสละอย่างหนึ่งก็ได้ หลายๆอย่างต้องมีคนสอน แต่ความรักไม่ต้องมีใครสอนเราก็รักเป็น ไม่มีใครรักไม่เป็นหรอก เพื่อนคือมิตรภาพที่ดีที่สุดในโลก แต่ก็เป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของความรักเช่นกัน มิใช่ความรักแบบเพื่อนแต่เป็นความรักแบบหนุ่มสาว ภายนอกเป็นเพื่อนรักกันต้องแอบเก็บรักไว้ในใจ ดูเหมือนเป็นอะไรที่เจ็บปวดอยู่เหมือนกัน เลือกยากเหมือนกัน ถ้าบอกรักไปโอกาสอาจเป็นไปได้เท่าๆกัน ระหว่างปฏิเสธกับตอบรับ ทว่าใครหลายคนเลือกที่จะไม่บอกออกไป เพื่อนอาจหอมหวานกว่าคนรักก็ได้ การได้คุย ได้ใกล้ชิด กับคนที่เราแอบรักทุกวันก็เป็นเสน่อย่างหนึ่งของความรักได้เหมือนกัน มิตรภาพคงอยู่จนเราสิ้นชีพ รักคงอยู่กับเราชั่วนิรันดร์
       

ไม่ถึงฝันไม่เป็นไร



การเดินตามความฝันมันอาจทำให้เหนื่อย แต่อย่างน้อยการเดินทางของเราก็มีจุดหมาย ไม่เคว้งคว้างล่องลอยไปตามสายลมที่ไม่รู้ว่าพัดพาเราไปหยุดอยู่ตรงไหนของชีวิต ถึงแม้ว่าการเดินตามความฝันในครั้งนี้จักมิได้ดั่งฝัน ไม่เห็นเป็นไรไม่มีคำว่าเหนื่อยเปล่าเลยกับการได้ลงมือทำตามฝัน มันทำให้เราได้รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำเพื่อใคร เพราะอะไร เราตอบตัวเองและตอบคนอื่นได้อย่างภาคภูมิ เดินตามฝันแต่ไปไม่ถึงไม่เห็นเป็นไรดีกว่าฝันแล้วไม่ได้ลงมือ แล้วฝันก็สลายไปกับสายลมน่าเสียดายจริงๆ

อลัน โคเฮน กล่าวไว้ว่า “อย่ารอจนกว่าปัจจัยต่างๆจะพร้อมสำหรับการเริ่มต้น เพราะการเริ่มต้นต่างหากที่จะทำให้ปัจจัยทุกอย่างพร้อมเอง” บางคนรอเริ่มให้ปัจจัยต่างๆพร้อมก่อน กว่าจะได้เริ่มไฟก็มอดเสียแล้ว ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่ตอนไฟยังติดแล้วจะเริ่มตอนไหน เริ่มตอนไฟกำลังติดนี่แหละแล้วปัจจัยต่างๆมันก็จะพร้อมเอง การรอขึ้นรถเมล์คันที่ว่างๆอาจไม่มีสักคันที่ว่างสำหรับเราเลยก็ได้ พูดถึงรอรถ

ใจเกินร้อย เชื่อมั่นเกินกว่านั้น

แววตามุ่งมั่นของเขาในการเอาชนะคู่ต่อสู้การแข่งขัน “มวยปล้ำ” อาจเป็นการแข่งขันที่ไม่มีอะไรพิเศษ ย่อมมีคนแพ้ คนชนะ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปเสียแล้ว แต่การแข่งขันในครั้งนี้ไม่ธรรมดาตรงที่ผู้ชนะคนนั้นเขา ไม่มีมือ!! ไม่มีขา!! แต่เขามีหัวใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาเอาชนะคนที่มีอวัยวะครบ 32 ได้อย่างเหลือเชื่อ!! มหัศจรรย์!!

เขาผู้ไม่มีมือ ไม่มีขา แต่หัวใจของเขาบอกเขาว่าเขามีอวัยวะครบ 32 และหัวใจแกร่งเกินร้อย เขามีชื่อว่า ไคล์ เมย์นาร์ด (Kyle Maynard) ชายชาวอเมริกันวัย 25 ปี วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกว่าจิตใจอ่อนแอ หดหู่ อย่างบอกไม่ถูก เลยลองเปิดทีวีดูอะไรไปเรื่อยๆ เปิดไปที่รายการ “เจาะใจ” เห็นเขากำลังเล่นมวยปล้ำกับพิธีกรชายคนหนึ่งอยู่ เขาปล้ำชนะ ผมน้ำตาซึม แต่ความหดหู่ในใจของผมหายไป ผมรู้สึกมีกำลังใจ หัวใจมีพลังต่อสู้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ไคล์ เมย์นาร์ด สอนอะไรผมและคนที่ดูอยู่ได้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ “จิตใจ” จิตใจที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรค ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคได้ในวันหนึ่ง แม้เขาผู้นั้นจะมีร่างกายไม่ครบ 32 ก็ตาม แต่หากจิตใจของเขาผู้นั้นยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง ต่อให้เขาฉลาดหลักแหลมสักแค่ไหน ก็ไม่มีวันผ่านมันไปได้

Why เลน ทา มองรักด้วยเลนส์ไวด์



ถ้าใครคนหนึ่งให้ความสำคัญเฉพาะวันสำคัญและใครอีกคนหนึ่งมองว่ามันก็เป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่ง คนสองคนถ้ามุมมองต่างกันมากๆก็ยากที่จะไปด้วยกันได้ แต่ไม่เสมอไป เพราะบางทีมุมมองที่ต่างก็อาจทำให้คนสองคนเข้าใจกันมากขึ้นก็ได้ อะไรในโลกนี้ที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะความรักไม่มีอะไรขวางกั้นหยุดยั้งได้ ชายรักชาย หญิงรักหญิง คนอายุห่างกัน ยี่สิบ สามสิบ สี่สิบ ปี ก็ยังรักได้กันได้ 

ว่ากันว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันแห่งความรัก ซึ่งถ้ามองว่าวันอื่นๆมิใช่วันแห่งความรักเหรอ ก็คงไม่ใช่ คงต้องบอกว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันแห่งความรักที่พิเศษกว่าวันแห่งความรักอื่นๆ จริงๆแล้วถ้าคนสองคนรักกันวันไหนๆก็เป็นวันแห่งความรักแต่วันวาเลนไทน์อาจจะพิเศษกว่านิดนึงเท่านั้นเอง แต่กระนั้นถ้าในหนึ่งปีมีวันแห่งความรักที่พิเศษกว่าวันอื่นแค่วันเดียวมันก็กระไรอยู่ ทำไมเราไม่ทำให้วันอื่นๆพิเศษบ้างละ ทำวันธรรมดาให้เป็นวันพิเศษ ทำวันพิเศษให้เป็นวันธรรมดา น่าจะเป็นอะไรที่พิเศษไม่แพ้กัน

วัฒนธรรมบนโลกจริงสู่โลกออนไลน์



หากพูดถึงวัฒนธรรมต่างๆในโลกนี้คงพูดกันหลายวันกว่าจะหมดเพราะในโลกของเรานี้มีวัฒนธรรมต่างๆมากมายล้วนแตกต่างกัน  เราทำอะไรได้กับวัฒนธรรมของเราเราอาจทำมิได้กับอีกวัฒนธรรมอื่นๆ เช่นเดียวกันวัฒนธรรมอื่นๆก็ทำมิได้เหมือนกัน  จากวิวัฒนาการต่างๆทั้งทางกายภาพและชีววิทยามนุษย์เราถือว่าวิวัฒนาการมาเร็วเหลือเกินทั้งสรีระมันสมองสองมือจึงมีใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า  “มนุษย์คือผู้ยึดครองโลกใบนี้เอาไว้”  ใช่เรายึดครองโลกใบนี้ไว้จริงๆเหรอมนุษย์ผู้มีอัตตาหนาคิดไปเองหรือเปล่าว่าเรายึดครองโลกใบนี้อยู่?

ช่างมันเถอะ! เราจะยึดครองโลกใบนี้จริงๆหรือไม่มิได้สำคัญสำคัญที่ว่าเราได้มอบสิ่งดีๆคืนกลับโลกใบนี้บ้างหรือยังดีกว่าบางวัฒนธรรมนั้นมองจากมุมวัฒนธรรมของเรา แลดูว่าวัฒนธรรมของเขาก็น่ารักดี แปลกๆบางวัฒนธรรมก็...เออ อย่ามีในวัฒนธรรมของเราเลย ใช่หรือไม่ว่า ในวัฒนธรรมของเขาเขาก็อาจคิดเหมือนกับเราเหมือนกันว่า อย่ามีในวัฒนธรรมของเราเลย

เช้าต่างที่ เวลาเดียวกัน




ฉันหนีความวุ่นวายเมืองกรุง สู่เมืองธรรมชาติ ท่องเที่ยว เชียงราย แม่ฮ่องสอน
แต่ละเช้าในแต่ละที่ ให้ความรู้สึกต่างกัน ดังภาพยามเช้าที่เห็น ให้ความรู้สึกต่างกัน
การเดินทางหนีความวุ่นวาย สับสน ผู้คน มิได้ทำให้ความรู้สึกเช่นนั้นหายไป
แน่นอนแค่ทำให้ฉันลืมมันไป ชั่วคราว



แต่การออกเดินทาง เพื่อพบบรรยากาศ ยามเช้าที่แตกต่าง ทำให้ฉันค้นพบอย่างหนึ่ง
ฉันมิอาจหนี ความวุ่นวาย ในใจพ้นไปได้
ฉันมิอาจหนี ความอ่อนแอ ความรู้สึกบางอย่าง ในใจไปได้

ณ ที่หนึ่ง ณ ขณะหนึ่ง

ณ ภูชี้ฟ้า ข้าพเจ้าและเพื่อนอยู่บนยอดเทียบฟ้า เหนือเมฆ ยอดเขาใหญ่น้อย ได้สัมผัสสายลมเย็น ได้เห็นเมฆสีขาวคล้ายปุยนุ่น จนอยากจะกระโดดลงไปนอนกลิ้ง ข้าพเจ้าและเพื่อนได้พบพูดคุยเพื่อนร่วมทางจากที่อื่น ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไรรู้แต่ว่าพวกเราอยู่บนยอดเขาเดียวกัน ข้าพเจ้าและเพื่อนเดินลงจากเขา ไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นไปที่ไหนต่อ พวกข้าพเจ้าเดินหน้าต่อไป ณ ที่ใดที่หนึ่งซึ่งมิใช่ที่เดิม

ก็อปปี้ ง่าย บ่อนทำลาย


ตั้งแต่มีโซเชียลฯก็มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งเพิ่มเข้ามา คือ การก็อปปี้ข้อความกันไปมา บ้างก็ชอบข้อความนั้นๆโดยไม่ได้คิดอะไรไม่ได้ตั้งใจ บ้างก็ก็อปปี้ด้วยความตั้งใจเพื่อจุดประสงค์บางอย่างของตัวเอง สมมติว่าเราคิดข้อความหรือประโยคอะไรก็ตามแต่ พอเวลามีใครนำข้อความหรือประโยคนั้นไปเผยแพร่และมีชื่อของเราต่อท้าย มันให้ความรู้สึกที่ดีมากๆกับเรา อยากจะคิดสิ่งดีๆออกมาเรื่อยๆ สร้างสรรค์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อยากขอบคุณเขาเหล่านั้นมากๆที่ให้เกียรติมีชื่อเราต่อท้าย ในทางกลับกัน เวลาเห็นข้อความหรือประโยคนั้นไปเผยแพร่แต่ไม่มีชื่อของเราต่อท้าย หรือถ้ามีแต่มิใช่ชื่อเราก็ไม่เป็นไรเท่าไหร่อาจคิดได้ว่า เขาตั้งใจให้เครดิตว่ามาจากไหนเขามิใช่คนคิดเป็นความผิดพลาดเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีชื่อใครต่อท้ายเลย ก็ทำให้เราคิดไปอีกทางหนึ่ง นั่นคือ นี่มันจงใจก็อปปี้โดยไม่ให้เครดิตชัดๆที่ทำให้เราต้องคิดมาทางนี้ก็คือ คุณก็อปปี้ข้อความมากี่ร้อยกี่พันตัวอักษรได้ ชื่อคนคิดไม่ถึงสิบตัวอักษรด้วยซ้ำทำไมถึงก็อปปี้มาด้วยไม่ได้

ลงทุนน้อย กำไรล้วนๆ

การลงทุนที่ใช้ทุนน้อยที่สุดในโลกก็ว่าได้ คือ การยิ้ม แต่คนเรามักจะไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการลงทุนนี้สักเท่าไหร่ ต่างสนใจให้ความสำคัญสิ่งนอกกาย ของใหญ่ๆมูลค่าเยอะๆเพื่อทำให้ตนเองและคนอื่นมีความสุข ยิ้มเอาชนะความเครียดได้แม้เราจะไม่อยากยิ้มก็ตาม แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว การยิ้มแม้เราจะไม่อยากยิ้ม ก็สามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดของตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งสารเสพติดหรือยาชนิดใดๆเลย เพราะเวลาเรายิ้มสมองเราคิดว่าเรามีความสุขก็เลยหลั่งสารแห่งความสุขออกมาโดยอัตโนมัติโดยที่เราไม่รู้ตัว หัวเราะก็เหมือนกันน่ะครับ อยากรู้รายละเอียดลึกๆก็ไปที่ Google น่ะครับ ที่นี่ไม่มีรายละเอียดเชิงลึกมีแต่มุมมองและความคิดครับ