วัฒนธรรมบนโลกจริงสู่โลกออนไลน์



หากพูดถึงวัฒนธรรมต่างๆในโลกนี้คงพูดกันหลายวันกว่าจะหมดเพราะในโลกของเรานี้มีวัฒนธรรมต่างๆมากมายล้วนแตกต่างกัน  เราทำอะไรได้กับวัฒนธรรมของเราเราอาจทำมิได้กับอีกวัฒนธรรมอื่นๆ เช่นเดียวกันวัฒนธรรมอื่นๆก็ทำมิได้เหมือนกัน  จากวิวัฒนาการต่างๆทั้งทางกายภาพและชีววิทยามนุษย์เราถือว่าวิวัฒนาการมาเร็วเหลือเกินทั้งสรีระมันสมองสองมือจึงมีใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า  “มนุษย์คือผู้ยึดครองโลกใบนี้เอาไว้”  ใช่เรายึดครองโลกใบนี้ไว้จริงๆเหรอมนุษย์ผู้มีอัตตาหนาคิดไปเองหรือเปล่าว่าเรายึดครองโลกใบนี้อยู่?

ช่างมันเถอะ! เราจะยึดครองโลกใบนี้จริงๆหรือไม่มิได้สำคัญสำคัญที่ว่าเราได้มอบสิ่งดีๆคืนกลับโลกใบนี้บ้างหรือยังดีกว่าบางวัฒนธรรมนั้นมองจากมุมวัฒนธรรมของเรา แลดูว่าวัฒนธรรมของเขาก็น่ารักดี แปลกๆบางวัฒนธรรมก็...เออ อย่ามีในวัฒนธรรมของเราเลย ใช่หรือไม่ว่า ในวัฒนธรรมของเขาเขาก็อาจคิดเหมือนกับเราเหมือนกันว่า อย่ามีในวัฒนธรรมของเราเลย


คนเราก็แปลกน่ะครับเวลาเราไม่ชอบสิ่งใด เรามักไม่ได้นึกถึงใจคนอื่นว่า เขาก็ไม่ชอบเช่นกันเพราะคนเราส่วนใหญ่ยังปักหมุดตนเองเป็นแกนกลางแล้วพยายามหมุนโลกโดยสำคัญตนไปว่าถ้าไม่มีเราโลกก็จะหยุดหมุน

เราพัฒนาวิวัฒนาการมาอย่างก้าวกระโดดจากล่าสัตว์หาของป่าสู่เกษตรสู่อุตสหกรรม มาถึงยุคปัจจุบันสู่โลกเทคโนโลยีที่มีอินเทอร์เตอร์เน็ตและมือถืออยู่ทั่วทุกมุมโลกหันไปทางไหนก็เห็นแต่ผู้คนเดินยิ้ม นั่งยิ้ม นอนยิ้มกับมือถือจนลืมคนที่สามารถพูดคุยจับต้องได้ที่รายล้อมอยู่รอบกายและข้างๆตัว ใช่ไหมว่าถ้าไม่ได้เล่นมันสักวันอาจลงแดงตายได้ใช่หรือไม่ว่าที่เราติดมือถือกันก็เพราะ โซเชียลเน็ตเวิร์ก สังคมออนไลน์นั่นเอง

 จุดประสงค์แท้จริงของมันก็คือเพื่อให้มนุษย์เราใกล้ชิดสนิทแนบแน่นกันได้ง่ายขึ้นอยู่กันคนละมุมโลกเราก็สามารถพูดคุยเห็นหน้าค่าตากันได้อย่างง่ายๆรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเขา กิน นอน เที่ยว เบื่อ เซ็ง มีความสุขและอีกสาระพัดความรู้สึก เรารู้หมด ทั้งๆที่อยู่กันคนละมุมโลกนี่ก็เป็นอีกก้าวกระโดดหนึ่งของมนุษย์เรา สังคมที่คุยกันด้วยรูป ตัวอักษร วีดีโอฯลฯ

ถ้าขึ้นชื่อว่าสังคมย่อมมีวัฒนธรรมสังคมออนไลน์ก็ย่อมมีวัฒนธรรมเหมือนกันมิใช่ว่าเราจะโพสท์ข้อความอะไรลงไปก็ได้โดยไม่คิดก่อนว่าคนที่จะมีอ่านข้อความนั้นรู้สึกอย่างไร ผมเชื่อทฤษฎีการกระพือปีกของผีเสื้อ (The Butterfly Effect) การขยับปีกของผีเสื้อที่ประเทศไทยอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดพายุทอร์นาโดที่สหรัฐอเมริกาก็ได้

หนึ่งข้อความที่เราโพสท์ไปโดยไม่คิดผลกระทบต่อความรู้สึกของคนอ่านอาจทำให้ใครบางคนเสียความรู้สึกคิดฟุ้งซ่านเดินละเมอรถเฉี่ยวชนเป็นอะไรไปก็ได้หนึ่งข้อความดีๆที่เราโพสท์ไปอาจเป็นแรงบันดาลใจทำให้ใครบางคนลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้กับสังคมต่อโลกใบนี้ก็ได้การส่งสิ่งดีๆแม้เล็กน้อยเมื่อเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นเรื่อยๆมันก็สามารถกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ได้เหมือนกัน

ถ้าเราอยากให้วัฒนธรรมที่เราอาศัยอยู่เป็นอย่างไรไม่ต้องรอให้ใครมากำหนดบังคับหรอก เราอยากเห็นวัฒนธรรมดีๆเกิดขึ้นในสังคมตัวเราเองนี่แหละที่ต้องลงมือทำ ร่วมมือกันส่งแรงออกไปแค่เล็กน้อยไม่นานหรอกเดี๋ยวมันก็กลายเป็นคลื่นลูกใหญ่เองหรือเราอยากเห็นสิ่งที่เราไม่อยากเห็นในวัฒนธรรมของเราค่อยๆเติบโตกลืนกินสิ่งดีๆให้ค่อยๆหายไปอย่างนั้นหรือ.....

No comments:

Post a Comment