ใจเกินร้อย เชื่อมั่นเกินกว่านั้น

แววตามุ่งมั่นของเขาในการเอาชนะคู่ต่อสู้การแข่งขัน “มวยปล้ำ” อาจเป็นการแข่งขันที่ไม่มีอะไรพิเศษ ย่อมมีคนแพ้ คนชนะ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปเสียแล้ว แต่การแข่งขันในครั้งนี้ไม่ธรรมดาตรงที่ผู้ชนะคนนั้นเขา ไม่มีมือ!! ไม่มีขา!! แต่เขามีหัวใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาเอาชนะคนที่มีอวัยวะครบ 32 ได้อย่างเหลือเชื่อ!! มหัศจรรย์!!

เขาผู้ไม่มีมือ ไม่มีขา แต่หัวใจของเขาบอกเขาว่าเขามีอวัยวะครบ 32 และหัวใจแกร่งเกินร้อย เขามีชื่อว่า ไคล์ เมย์นาร์ด (Kyle Maynard) ชายชาวอเมริกันวัย 25 ปี วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้สึกว่าจิตใจอ่อนแอ หดหู่ อย่างบอกไม่ถูก เลยลองเปิดทีวีดูอะไรไปเรื่อยๆ เปิดไปที่รายการ “เจาะใจ” เห็นเขากำลังเล่นมวยปล้ำกับพิธีกรชายคนหนึ่งอยู่ เขาปล้ำชนะ ผมน้ำตาซึม แต่ความหดหู่ในใจของผมหายไป ผมรู้สึกมีกำลังใจ หัวใจมีพลังต่อสู้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ไคล์ เมย์นาร์ด สอนอะไรผมและคนที่ดูอยู่ได้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ “จิตใจ” จิตใจที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรค ย่อมก้าวข้ามอุปสรรคได้ในวันหนึ่ง แม้เขาผู้นั้นจะมีร่างกายไม่ครบ 32 ก็ตาม แต่หากจิตใจของเขาผู้นั้นยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง ต่อให้เขาฉลาดหลักแหลมสักแค่ไหน ก็ไม่มีวันผ่านมันไปได้

คนที่ใจมืดบอดอุปสรรคเล็กๆก็มิอาจก้าวข้ามได้ ต่างกันกับ คนที่มีใจสว่างไสวอุปสรรคจะใหญ่แค่ไหน ก็ก้าวข้ามผ่านไปได้สบายๆ ในมุมของเราที่มอง ไคล์ เมย์นาร์ด เราอาจเห็นเขาไม่มีมือ ไม่มีขา การใช้ชีวิตของเขาเป็นอุปสรรคยากลำบากในการใช้ชีวิตแน่นอน  แต่ในมุมมองของไคล์ เมย์นาร์ด การใช้ชีวิตของเขากลับไม่เป็นอุปสรรคอะไรเลย ในบางครั้งในการใช้ชีวิตของเขา คนปกติอาจทำไม่ได้อย่างเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะจิตใจของเขาเชื่ออยู่เสมอว่าสามารถทำได้ทุกอย่างไม่ต่างจากคนปกติ เราอาจมองเขาว่าเป็นคนพิการ แต่ในจิตใจของเขาไม่เคยมองตัวเองเลยว่าเป็นคนพิการ
คนปกติมีครบทุกอย่างหลายๆคนแต่จิตใจของเขาไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่มีร่างกายพิการ
                 
       หลังจากดู ไคล์ เมย์นาร์ด จบ เทียบจิตใจของผมกับเขาแล้ว ไม่ได้เศษเสี้ยวของเขาเลย ผมเช็ดน้ำตา กล่าวขอบคุณ ไคล์ เมย์นาร์ด คนที่ทำให้ผมได้รู้ว่า จิตใจของคนเราอยู่เหนือสิ่งอื่นใดจริงๆ เขาทำให้ผมมองคนพิการเปลี่ยนไป มองชีวิตเปลี่ยนไป ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า.............

“ถ้าใจเราไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ เราจะผ่านมันไปได้ ไม่ช้าก็เร็ว ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้”

No comments:

Post a Comment