มองจากอีกมิติหนึ่ง

บางเรื่องที่เราเจอ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าเศร้า รันทดหดหู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป แล้วเราลองหันหลังกลับมามองเรื่องเดิมนั้น ความรู้สึกที่มีต่อเรื่องเดิมนั้นก็เปลี่ยนไป มันกลับกลายเป็นเรื่องตลก กลายเป็นเรื่องเออ...มันทำให้เราเศร้าได้ขนาดนั้นเชียวหรือ?

คงเป็นเพราะช่วงเวลานั้นเรามองเรื่องใดเรื่องหนึ่งแค่ด้านเดียวเท่านั้นหรืออาจเป็นเพราะกำลังสติที่มีอยู่ ณ ตอนนั้นไม่มีพลังมากพอที่จะมาสามารถเห็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องนั้นๆได้ หากเราลองเอาใจ เอาจิต เอาความรู้สึก ที่จับอยู่กับเรื่องนั้นๆ ณ ตอนนั้น ให้แยกออกมาเป็นคนดูดู มิใช่เป็นผู้เล่น เราก็จะเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วเรื่องที่เรากำลังเป็นทุกข์ กำลังเศร้าหรือกำลังรู้สึกไม่ดี รู้สึกอยู่ในด้านลบ มันมีอีกมุมหนึ่งที่ทำให้เราเห็นด้านบวกหรือไม่รู้สึกอะไรเลยกับเรื่องนั้นได้ มองเห็นว่าเป็นแค่เรื่องที่เกิดขึ้นธรรมดาๆเรื่องหนึ่งที่ไม่กระทบต่อจิตใจอะไรเลยเท่านั้น



นักมวยที่ชกเก่งที่สุดในโลกยังต้องมีพี่เลี้ยงคอยตะโกนบอกอยู่ตลอดเวลาว่าให้ชกอย่างไรถึงจะดี เพราะพี่เลี้ยงมองจากมุมที่กว้างกว่านักชกหรือผู้เล่น เห็นถึงข้อผิดพลาดของเราได้อย่างชัดเจน ตัวเรามองตัวเราเองไม่เห็นหรอก ต้องมีกระจกคอยส่องถึงจะมองเห็นตัวเอง เรื่องที่เรากำลังทุกข์หรือเศร้าอยู่ก็เช่นกัน บางคนมองเรื่องที่เรากำลังทุกข์หรือเศร้าอยู่เป็นเรื่องน่าหัวเราะ ไม่เห็นจะน่าเศร้าตรงไหนเลย เพราะเขามองจากอีกมิติหนึ่ง อีกด้านหนึ่งของเรื่องนั้น ส่วนตัวเราก็มองเห็นอีกด้านหนึ่งซึ่งมันเป็นด้านที่มีสีดำ ดำจนมองไม่เห็นว่าอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นสีขาว สดใส น่ามองยิ่งนัก


"สิ่งที่แอบอยู่ข้างหลังวิกฤตคือโอกาส สิ่งที่แอบอยู่ข้างหลังทุกข์คือสุข สิ่งที่แอบอยู่ข้างหลังความเศร้าคือรอยยิ้ม"

No comments:

Post a Comment